Berlin

สิงหาคม 29, 2007 at 8:15 am | In Germany, Travel | 3 Comments
Tags: , ,

 

วันแรก เที่ยว Berlin และ Potsdam

มาอยู่เยอรมันทั้งที ถ้าไม่เคยไปเที่ยว Berlin ซึ่งเป็นเมืองหลวงเลยก็กระไรอยู่ ดังนั้นฉันและเพื่อนจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปเที่ยว Berlin กันในช่วงเดือนเมษายน ปี 2004 ที่มีวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ติดกัน 3 วัน (เอาเรื่องเที่ยวเก่าๆ มาเขียน ไม่ว่ากันนะ) 

การเดินทางจาก เมือง Aachen ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย แค่เปลี่ยนรถไฟ 1 ครั้งที่เมือง Köln หรือ Düsseldorf จากนั้นก็นั่งยาวไป Berlin เลย ตอนนั้นเราซื้อตั๋วรถไฟแบบ Surf&Rail ซึ่งต้องไปขึ้นที่ดุสเลดอร์ฟ ราคาค่าตั๋วก็ตกไปกลับคนละ 59 ยูโรเท่านั้น ฉันเลือกที่จะเดินทางตอนกลางคืนวันศุกร์ เพื่อที่จะไม่ต้องโดดงานวันศุกร์ และเก็บเวลาเช้าวันเสาร์ไว้เที่ยว นั่งรถจาก Düsseldorf ประมาณ 6 ชั่วโมง ก็ไปถึง Berlin ตอนเกือบ 8 โมงเช้า

 

หลังจากที่นั่งหลับมาบนรถไฟ เราก็มาถึง Berlin เมืองหลวงของประเทศเยอรมัน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเยอรมัน เนื่องจากตัดสินใจมาอย่างกระทันหัน ก็เลยไม่รู้ว่าควรจะเที่ยวที่ไหนก่อน แต่ก่อนอื่นที่เรานึกขึ้นได้เป็นอันดับแรกก็คือ การซื้อตั๋วสำหรับนั่งรถเมลล์และรถไฟใต้ดินเพื่อเดินทางในเมือง Berlin ซึ่งหลังจากที่ไปสอบถามที่สถานีรถไฟเรียบร้อยแล้ว เราก็ตัดสินใจซื้อตั๋ววัน 2 ใบสำหรับ 2 คน ซึ่งสามารถนั่งรถได้ทุกประเภท นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตั๋วนี้นั่งรถไปได้ถึงเมือง Potsdam ได้อีกด้วย สนนราคาก็ตกอยู่ที่ใบละ 6 ยูโร ต่อจากนั้นก็แวะเอาของไปเก็บที่ที่พักพร้อมทั้งล้างหน้าล้างตาให้เสร็จเรียบร้อย จากนั้นค่อยมาตั้งต้นที่สถานีรถไฟกันอีกรอบ

จากสถานีรถไฟ Zoogarten Bahnhof ของเมือง Berlin เดินตามถนน Bundesallee Joachimstaler มาซักพักก็เห็นตึกเก่าๆ ที่มีลักษณะยอดหักตั้งอยูริมถนนเป็นสิ่งแรก ตึกนี้ไม่ใช่ซากอะไรหรอกนะ  แต่ตึกนี้มีชื่อว่า Kaiser-Wilhelm-Gedächtniskirche  

 

ก็ตามชื่อของตึกนั่นแหละว่า ตึกนี้คือโบสถ์ (Kirche = โบสถ์) ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยปี ค.ศ. 1891-1895 เพื่อเป็นการระลึกถึงกษัตริย์คนแรกของเยอรมัน ต่อมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 บางส่วนของตึกนี้ได้ถูกทำลายโดยระเบิด และได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1959-1961 บนยอดของตึกจะมีลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยม ส่วนรายละเอียดอย่างอื่นนั้น ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เนื่องจากไม่ได้เข้าไปเดินดูภายในตึก

 

 

 

 

 

หลังจากที่ถ้ารูปกับเจ้าตึกแปดเหลี่ยมรูปทรงแปลกประหลาด เราก็ยังไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อเหมือนกัน เนื่องจากว่าเราไม่มีหนังสือเกี่ยวกับเมืองนี้เลย ดังนั้นก็เลยตัดสินใจซื้อหนังสือนำเที่ยว Berlin 1 เล่มที่สถานีรถไฟใต้ดิน ราคาปกเล่มล่ะ 6.95 ยูโร แต่ทำไมลุงคนขายเอามาขายเราราคาเล่มละ 2.50 ยูโรก็ไม่รู้เหมือนกัน หลังจากที่ซื้อหนังสือแล้ว เราก็เอามาศึกษาดูนิดหน่อย และก็สรุปได้ว่า เราจะเดินทางต่อไปยัง Schloss Charlottenburg ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ Luisenplatz การเดินทางนั้นก็ไม่ยากเย็นอะไร ถามเค้าไปเรื่อยๆ ก็ไปถึงแล้ว ตอนนั้นเรานั่งรถสาย 109 ไปแล้วก็เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงแล้ว

 

 

ตอนที่เราไปถึง Schloss นั้นยังเป็นเวลาที่เช้ามาพอสมควร นักท่องเที่ยวบิเวณนั้นจึงมีแค่พวกเรากับผู้คนอีกเพียงแค่ไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ แล้วเนื่องจากวันที่เราไปเป็นวันเสาร์ ซึ่งเวลาทำการปิดให้เข้าชม คือ 10 โมงเช้า ดังนั้น เราจึงยังไม่สามารถเข้าชมภายในพระราชวังได้ แต่ฉันไม่ไม่ได้อยากจะเข้าชมอยู่แล้ว เพราะคิดว่าวังไหนๆ ก็คงเหมือนๆ กัน มีแต่เครื่องประดับสีขาวๆ ทองๆ เต็มไปหมด มาดูประวัติคร่าวๆของ Scloss Charlottenburg ซักหน่อยดีกว่า …

 

พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลที่ว่า พระเจ้า Frederick ที่ 3 ต้องการสร้างพระราชวังฤดูร้อนให้พระชายา ซึ่งก็คือ พระนาง Sophie Charlotte (สมเด็จย่าของ Friedrich the Great) จึงได้รับสั่งให้ สถาปนิกชื่อ Jahann Arnold Nering สร้างขึ้นมา ระยะเวลาการสร้างนั้นก็เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1695 จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1699 ตัวพระราชวังล้อมรอบไปด้วยสวนสไตล์บารอคที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยสาปนิกหลายๆคน น่าเสียดายอีกครั้งที่ไม่มีรูปสวยๆ ของสวนสไตล์บารอคในพระราชวัง Charlottenburg มาให้ชมกัน

 

เมื่อได้เวลาอันเป็นสมควรเราก็ต้องหาที่สถานที่เที่ยวแห่งต่อไปแต่อย่างที่บอก เราไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะไปไหนบ้าง เราก็ยังมืดแปดด้านอีกเช่นเคย แต่จะเรียกว่าโชคดีหรือโลกมันกลมก็ไม่รู้ ที่ระหว่างที่กำลังเดินโต๋เต๋อยู่แถวๆ หน้าพระราชวัง ก็ดันเจอเพื่อนที่เป็นคนไทย ซึ่งเค้ากำลังพาญาติมาเที่ยวพอดี เค้าก็เลยแนะนำให้เราไปเที่ยวที่ Neuen Palais ที่ตั้งอยู่บริเวณเมือง Potsdam ซึ่งใช้เวลานั่งรถไฟไม่นานเท่าไหร่จากตัวเมือง Berlin แค่ประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้ว

 

เมือง Potsdam เป็นเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกที่สำคัญของ UNESCO นั่นก็คือ Potsdam’s Park Landscape ซึ่งได้รับการเลือกให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1990 ในบริเวณนี้สถาปนิก Peter Joseph Lenné ได้รวบรวมเอาวังหลายๆ วัง สวนต่างๆ จากสถาปนิกหลายๆ คนเอาไว้ และได้จัดตั้งเป็น Potsdam’s Park Landscape พระราชวังที่สำคัญก็คือ Neuen Palais และ Schloss Sanssouci

 

เมื่อเราลงจากรถไฟ แดดที่ส่องแสงเรืองรองยามเช้าที่ Berlin อยู่ๆ ก็หายไป มีเพียงฟ้าหม่นๆ และละอองฝนโปรยปรายลงอย่างต่อเนื่อง แต่ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ยังไงก็ต้องเดินต่อไปที่ Neuen Palais ให้ได้ ระยะทางจากสถานีรถไฟไปยัง Neuen Palais นั้นค่อนข้างไกลเลยทีเดียว เรียกว่าเดินกันจนเมื่อนั่นแหละ ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของ Neuen Palais นอกจากจะมีวังนี้แล้ว ก็ยังมีตึกแบบสถาปัตยกรรมโบราณอีก 2-3 ตึกด้วย

 

Neuen Palais เป็นพระราชวังขนาดใหญ่มากๆ โดยตัวตึกนั้นมีการทาสีเป็นสีชมพูอ่อนๆ และตรงกลางของตึกมีโดมรูปทรงครึ่งวงกลม ที่เรียกว่า Cupola และเนื่องจากได้รับคำแนะนำมาว่าให้เข้าไปดูด้านในด้วย เราก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าชมในราคาคนละ 6 ยูโร (แน่ะ) ด้านในก็ดูหรูหราสมคำแนะนำ พื้นของวังนั้นทำด้วยหินอ่อนทั้งหมดเลย ดังนั้นก่อนเข้าชมเจ้าหน้าที่ก็เลยต้องบังคับให้ทุกคนเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าที่ใช้สำหรับเดินในบ้าน ซึ่งทางวังก็เป็นคนจัดหาเตรียมไว้ให้ เราเดินชมความหรูหราอลังการภายในวังจนกระทั่งฝนหลุดตกนั่นแหละ ถึงได้ออกมาเดินบริเวณสวนของวังแห่งนี้ที่อยู่ทางด้านหลัง

 

บริเวณสวนของวังมีการนำรูปปั้นต่างๆ มาตั้งไว้ตามข้างทางตามความยาวตลอดแนวของสวน แต่เนื่องจากว่า ฉันไปตอนที่ยังเป็นหน้าหนาวอยู่ ดังนั้นภายในสวนก็เลยไม่ค่อยมีการปลูกดอกไม้เท่าไหร่

 

จากสวนของวังเมื่อมองไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับตัววัง ก็จะเห็นถนนสายหนึ่งที่ทอดยาวไปไกลแสนไกล ถนนสายนี้เป็นถนนที่จะพาพวกเราไปยังพระราชวังสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณ Potsdam’s Park Landscape ซึ่งก็คือ Schloss Sanssouci นอกจากนั้นก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกหลายที่ เราจึงเดินตามถนนสายหลักจากสวนใน Neuen Palais มาเรื่อยๆ เพื่อที่จะไปชมพระราชวังสไตล์บารอค ที่ชื่อว่า Schloss Sanssouci ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปมาเรื่อยๆ เพราะว่า ถ้าไม่หาอะไรที่มันเพลิดเพลินทำแล้วล่ะก็คงรู้สึกเบื่อมากๆ เลยทีเดียวที่ต้องเดินเป็นระยะเวลากว่าครึ่งขั่วโมงเพื่อที่ไปยัง Schloss Sanssouci นอกจากต้องเดินตั้งไกลแล้ว ฝนที่ทำท่าว่าจะหยุดตก ก็เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งหนึง โชคดีที่ทริปนี้เราเอาร่มมาด้วย ไม่งั้นแย่แน่ๆ เลย เมื่อมาถึง Schloss Sanssouci ฝนก็ยังคงโปรยปรายละอองมาให้หนาวกันนิดหน่อย ท้องฟ้าก็ไม่เปิดเอาซะเลย รูปที่ถ่ายออกมาก็เลยได้แค่นี้แหละ

 

นอกจากท้องฟ้าจะหม่นแล้ว บริเวณลูกกรงสีเขียวที่อยู่ตรงขั้นบันไดที่เคยเห็นจากในรูปว่ามีดอกไม้สีสันสดใสสวยงามขึ้นปกคลุมเด็มไปหมด ก็ยังไม่มีดอกไม้หลายสีสันอีกด้วย เหลือให้เห็นเพียวแต่รั้วเหล็ก ที่ดูไม่ค่อยเจริญตาเท่าไหร่ ได้แต่คิดในใจว่าไม่เห็นเหมือนเหมือนรูปในหนังสือนำเที่ยวเลยแฮะ

 

 

 

 

Schloss Sanssouci เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเมือง Potsdam โดยสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนของ Friedrich the Great บริเวณด้านนอกของพระราชวังมีบันได้เพื่อเดินลงมาสู่สวนที่อยู่ทางด้านหลัง ซึ่งถ้าเป็นหน้าร้อนก็คงมีนักท่องเที่ยวมานั่งชื่นชมความงามของสวนของพระราชวังแห่งนี้เยอะแยะทีเดียว แต่ว่าอากาศหนาวๆ อย่างในวันนี้คงไม่มีใครบ้ามากนั่งตากลมหนาวขมสวนที่ตอนนี้ไม่มีดอกไม้ซักกะดอกหรอก ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้บ้า ฉันก็เลยได้แค่เพียงถ่ายรูปน้ำพุนิดหน่อยแล้วก็เดินไปยังป้ายรถเมล์เพื่อนั่งรถไปที่สถานีรถไฟเมือง Potsdam แล้วนั่งรถกลับไปที่ Berlin อีกครั้ง โดยวางแผนเอาไว้ว่า ถ้าพรุ่งนี้อากาศดี จะนั่งรถมาที่นี่อีกครั้ง

 

กว่าจะกลับเข้ามาที่ Berlin อีกครั้งก็ปาเข้าไปประมาณบ่ายสองกว่าๆ เกือบๆ บ่ายสามโมงแล้วล่ะ พวกเราก็เลยเดินเล่น ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยในตัวเมือง และนั่งรถไฟใต้ดินไปยัง Sony Center ซึ่งเป็นที่ชุมนุมที่สำคัญของเมือง Berlin เลยล่ะ เช่น ถ้ามีการแข่งขันฟุตบอลแมตช์สำคัญๆ ก็จะมีการตั้งจอขนาดใหญ่ เพื่อให้ชาวแบร์ลินได้มารวมตัวกันเชียร์บอล เป็นต้น นอกจากนี้แล้วก็ยังจะมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับภาพยนตร์ ร้านอาหารต่างๆ ในบริเวณนี้อีกด้วย

 

เสร็จจาก Sony Center เราก็เคลื่อนขบวนไปยัง Brandenburger Tor ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของของนครแบร์ลิน สร้างขึ้นโดย C.G. Langhans ในระหว่างปี ค.ศ. 1788-1791 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพของประเทศเยอรมัน

 

ด้านบนของ Brandenburger Tor นี้มีเทพธิดาแห่งชัยชนะนั่งอยู่บนที่ประทับมีรถม้าลาก 4 ตัว ที่เรียกว่า “die Quadriga” ซึ่ง die Quadriga นี้เคยถูกนโปเลียนยึดไปไว้ที่ปารีสในฐานะที่เป็นของที่ยึดได้จากสงครามในปี ค.ศ. 1806 อีก 8 ปีต่อมา จอมพล Blücher ก็ได้ทำสงครามชนะ และนำสัญลักษณ์นี้กลับมาไว้ที่แบร์ลินตามเดิม

 

 

 

สถานที่ถัดไปที่เราวางแผนจะไปดูต่อก็คือ Reichstag หรือตึกที่ใช่เป็นที่ทำการรัฐสภาของประเทศเยอรมัน ตึกนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Brandenburger Tor เท่าไหร่ ใช้เวลาเดินเพียงไม่นาน

 

ตึกรัฐสภาแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1884-1894 เพื่อ ซึ่งในขณะนั้น Berlin ได้เป็นเมืองหลวงของ Deutsches Reich ตอนที่พวกเราไปถึง Reichstag ก็เป็นเวลาเย็นพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเข้าไปชมตึกอาคารรัฐสภาของเยอรมัน แต่สำหรับคนที่มีความอดทนต่ำอย่างเราแล้ว ขอบายดีกว่า เอาแค่ว่าถ่ายรูป Reichstag นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ไปหาอาหารเย็นกิน แล้วกลับไปนอนเก็บแรงที่โรงแรมดีกว่า ก็ทิ้งท้ายวันแรกด้วยรูป Reichstag ละกัน

 

 

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ใน Berlin วันที่ 2

 

วันนี้เป็นวันที่สอง และวันสุดท้ายที่เราจะอยู่เที่ยวในเมือง Berlin โดยมีเวลาตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาไปจนถึงตอนประมาณหนึ่งทุ่มนั่นแหละ แล้วเราก็จะออกจากสถานีรถไฟสวนสัตว์ของ Berlin ตอนประมาณทุ่มครึ่งเห็นจะได้ ลักษณะการเที่ยวของพวกเราในทริบนี้เป็นการเที่ยวแบบสบายๆ เดินเล่นไปเรื่อยๆ โดยจุดมุ่งหมายของเราในวันนี้ ก็คือ การนั่งรถไปที่ Siegessäule, Berliner Dom และนั่งรถไปสัมผัสกลิ่นอายบรรยากาศของกำแพงเบอร์ลินที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยถ้ายังมีเวลาเหลือ เราก็จะนั่งรถไปที่ Sanssouci Schloss ในเมือง Potsdam กันอีกรอบ

หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราคนก็นั่งรถไปซื้อตั๋ววันที่สถานีรถไฟกันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะออกเดินทางโดยรถบัสไปลงที่ Siegessäule

เก้าโมงกว่านิดหน่อย เราก็ไปถึง Siegessäule อากาศยามเช้าวันนี้ถึงแม้ว่าจะเย็นไปซักหน่อย แต่ท้องฟ้าก็โปร่งใส ไม่มีเมฆซักเท่าไหร่ ฉันก็ได้แต่ภาวนาว่า ขออย่าให้เป็นอย่างเมื่อวานเลย ที่ทั้งๆ ที่ตอนเช้าแดดยังแรงอยู่ดีๆ จู่ๆ ฝนก็ดันเริ่มโปรยปรายลงมา

เมื่อมาถึง Siegessäule ฉันก็เริ่มลงมือถ่ายรูป โดยที่ไม่ลืมที่จะอ่านเรื่องราวคร่าวๆ ของได้เสาแห่งนี้ด้วย

 

เสานี้สร้างขึ้นเป็นอนุเสาวรีย์แห่งชัยชนะระหว่างการต่อสู้กับเดนมาร์ก (1864), ออสเตรีย (1866) และ ฝรั่งเศส (1870-1871) ด้านบนสุดของเสาเป็นรูปผู้หญิงยืนถือคทา (Victoria) ซึ่งเป็นเทพีแห่งชัยชนะ เสานี้มีความสูงทั้งหมด 69 เมตร และถ้าต้องการขึ้นไปบนสุดของเสา จะต้องเดินขึ้นบันได้ถึง 285 ขั้นเลยทีเดียว ซึ่งด้วยจำนวนความสูงขนาดนี้ เราขอไม่ขึ้นดีกว่า ขอเดินเล่นบนพื้นราบให้สบายใจดีกว่า

 

 

 

 

 

จาก Siegessäule ซึ่งตั้งอยู่บนถนนที่ชื่อว่า 17. Juli ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถเดินไปถึง Brandenburger Tor ได้ ซึ่งเราก็ตัดสินใจที่จะเดินไปเรื่อยๆ ผ่าน Tiergarten ไปยัง Brandenburger Tor อีกครั้งหนึ่ง และใช้ตำแหน่งนี้เองเป็นที่ตั้งต้น เพื่อนั่งรถโดยสารไปยังบริเวณใกล้ๆ Berliner Dom

 

ก่อนที่จะเดินไปยัง Berliner Dom ฉันก็เดินผ่านลานกว้างๆ ที่เรียกว่า Gendarmenmarkt ซึ่งมีขนาดกว้างถึง 48000 ตารางเมตรแน่ะ ถือว่าใหญ่พอสมควรเลยล่ะ ในบริเวณ Gendermenmarkt ก็จะมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ 2 อย่างตั่งเด่นอยู่ นั่นก็คือ Deutscher Dom และ โรงละครSchauspielhaus

 

Deutscher Dom ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของ Gendarmenmarkt สร้างขึ้นโดย Martin Grünberg มนปี ค.ศ. 1701-1708 ตอนแรกสุดที่สร้างขึ้นนั้นใช้เป็นโบสถ์ และได้ถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลก จนกระทั่ง เมื่อปี 1996 นี้เอง โบสถ์แห่งนี้ถึงได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่

 

 

 

 

 

 

 

 

บริเวณตรงกลางของ Gendarmenmarkt เคยเป็นสถานที่ตั้งของ Komödienhaus ซึ่งภายหลังได้เกิดไฟไหม้ Komödienhaus ถูกทำลายลง ต่อมาในปี 1818-1821 Schinkel ได้ทำการสร้าง Schauspielhaus ขึ้นมาแทน ต่อมากลังสงครมครามโลกครั้งที่ 2 โรงละครแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1967 แล้วในปี 1984 ได้มีการใช้โรงละครแห่งนี้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตในเบอร์ลิน Konzerthaus Berlin

 

 

เมื่อถ่ายรูปจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็อย่าลืมว่า จุดหมายปลายทางของเราก็คือ Berliner Dom พวกเราก็เลยเดินต่อไปเรื่อยๆ จนเห็นจุดหมายอยู่ลิบๆ แต่ว่าเมื่อเหลือบไปมองข้างทางก็เห็นสวนหย่อมขนาดย่อมๆ อยู่ โดยรอบๆ สวนหย่อมก็เป็นร้านอาหารต่างๆ มากมายเนื่องงจากเป็นวันที่อากาศดีไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป รวมถึงเป็นช่วงกลางวันพอดี เลยมีผู้คนจำรวรมากออกมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศกันเต็มไปหมด

 

 

Berliner Dom นั้นถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1894-1905 เพื่อใช้เป็นโบสถ์ประจำราชวงศ์โฮเฮ่นซอลเลิร์น (เป็นโบสถ์ทางนิกายโปรเตสแตนท์) เป็นที่ทำพิธีการเจิมน้ำมนต์ เข้าพิธีอภิเษกสมรส และใช้เป็นสถานที่ฝังศพของสมาชิกในราชวงศ์ ซึ่งบริเวณชั้นใต้คินของโบสถ์แห่งนี้มีหลุมฝังศพของณาชวงศ์โฮเฮ่นซอลเลิร์นอยู่ถึง 97 แห่ง

 

  

 

หลังจากที่ไปเที่ยว Berliner Dom กับเสร็จเรียบร้อย เราก็นั่งรถ S-Bahn ไปยังชุมชนชาวยิวของเบอร์ลิน ซึ่งที่บริเวณนี้ถือว่าเป็นชุมชนชาวยิวที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมัน ที่นี่มีทุกอย่างที่เกี่ยวกับชาวยิว ไม่ว่าจะเป็น โบสถ์ยิว ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และสุสานของชาวยิว ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาซักเท่าไหร่ ฉันก็เลยขอผ่านไปดูซากกำแพงเบอร์ลินดีกว่า

 

จากชุมชนชาวยิว เรานั่งรถ S-Bahn ไปลงที่ Ost Bahnhof เพื่อไปดูซากกำแพงเบอร์ลินที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้

หลายๆ คนคงเคยรู้กันมาแล้วว่าภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเบอร์ลิน ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และโซเวียต ต่อมาในปี 1948 เมื่อโซเวียตแยกตัวออกจากจากกลุ่มสัมพันธมิตร ประเทศเยอรมันก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศโดยปริยาย ส่วนที่ถูกปกครองโดยโซเวียต เรียกว่า ประเทศเยอรมันตะวันออก มีเบอร์ลินตะวันออกเป็นเมืองหลวง และส่วนที่ถูกปกครองโดยอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส คือ ประเทศเยอรมันตะวันตก แต่ด้วยความผูกพันธ์ของชาวเยอรมัน ทำให้การแบ่งแยกประเทศนี้ไม่เป็นไปอย่างเด็ดขาด จึงมีการสร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นโดยรัฐบาลของเยอรมันตะวันออกในวันที่ 13 สิงหาคม 1961 เพื่อยุติการไปมาหาสู้กันระหว่างพี่น้องร่วมชาติ ต่อมาทางด้านเยอรมันตะวันตก ได้พยายามที่จะให้มีการไปมาหาสู่กันมากขึ้น โดยชาวเยอรมันฝั่งตะวันตกได้รับการอนุญาติให้ไปเยี่ยมญาติที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกได้ และนับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 เป็นต้นมา ชาวเบอร์ลินตะวันออกก็ได้เดินทางหลั่งไหลเข้าสู่เบอร์ลินตะวันตกจำนวนมาก โดยผ่านทางประตูฝั่ง Brandenburger Tor จนกระทั่งในวันที่ 13 มิถุนายน 1990 ก็ได้เริ่มมีการรวมพลังมวลชนเพื่อทำลายกำแพงเบอร์ลินขึ้นครั้งแรกที่ถนน Bernauer ต่อมาในที่สุดกำแพงเบอร์ลิน ก็ได้ถูกทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ และเป็นการรวมประเทศครั้งแรกในรอยต่อของคืนวันที่ 2 ถึง 3 ตุลาคม 1990 ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 3 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันชาติเยอรมัน

 

เมื่อเราไปถึงกำแพงเบอร์ลิน สิ่งแรกที่สังเกตได้ก็คือ สภาพความเสื่อมโทรมของบริเวณนั้น ไม่มีตึกสมัยใหม่นอกจากสถานีรถไฟ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่โล่งมากๆ ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เค้าตั้งใจคงสภาพความเป็นเบอร์ลินตะวันออกเอาไว้ หรือว่าเป็นเพราะไม่มีใครอยากไปพัฒนาให้มันดีขึ้น ตัวกำแพงเบอร์ลินทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งถ้าจะเดินเลียบกำแพงไปเรื่อยๆ ก็คงใช้เวลามากทีเดียวที่จะเดินไปยังจุดสิ้นสุดของซากกำแพง บนกำแพงแต่ละบล๊อกก็ได้มีการวาดรูประบายสี เพื่อระลึกถึงคืนวันเก่าๆ ซึ่งฉันก็ได้ถ่ายมาให้ดูเพียงบางรูป

 

 

 

 

 

 

 

 

สถานที่ทางประวัตฺศาสตร์ที่สุดท้ายในแบร์ลินที่พวกเราไปมาก็คือ Checkpoint ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีทหาตำรวจยืนอยู่ เพื่อตรวจคนที่ผ่านเข้าออกระหว่างเบอร์ลินท้งสองฝั่งในสมัยนั้น ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีสถานทีจำลองตั้งไว้ให้ดูอยู่

 

 

 

 

 

 

 

ทิ้งท้ายโดยการไปที่ Potsdam อีกรอบเพื่อถ่ายรูป Scloss Sanssouci ในวันที่อากาศดีๆ มาให้ดูกันอีกรอบ

3 ความเห็น »

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

  1. ถ่ายภาพมาสวยมากๆเลยค่ะ :)
    ขอบคุณที่ช่วยแปลประวัติและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้น้องๆอ่านะคะพี่ ^^

  2. อิอิ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอบคุณน้องส้มด้วยค่ะ ที่ช่วยแนะนำโปรแกรมเขียนบล๊อกให้ :-)

  3. รูปสวยเสมอ เหมือนทุกทีเลยนะ

    p.s.ตามความรู้สึกของเราแล้ว เราว่า Berlin เป็นเมืองหลวงที่ไม่วุ่นวายมาก มีอะไรให้ดู ให้ทำเยอะดี ไปกี่ครั้งก็ยังรู้สึกชอบเมืองนี้ทุกทีเลย


ใส่ความเห็น

XHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

บลอกที่ WordPress.com . | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.